แชร์

เจ้าของรถเก่าต้องรู้ รถกี่ปีต้องตรวจสภาพ

1259 ผู้เข้าชม

เจ้าของรถเก่าต้องรู้ รถกี่ปีต้องตรวจสภาพ

รู้หรือไม่ ? รถที่ใช้มานานหลาย ๆ ปี ต้องเข้ารับการตรวจสภาพรถยนต์ด้วยนะ หลายคนอาจจะคิดว่า แค่ดูแลไม่ให้ไปเฉี่ยวชนจนเสียหาย เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเป็นประจำ ก็น่าจะพอแล้ว รถก็ยังใช้ได้ไม่มีปัญหาอะไร แต่แท้จริงแล้ว การนำรถเข้าไปตรวจสภาพรถยนต์ประจำปีนั้นสำคัญและจำเป็นทั้งในด้านกฎหมาย และความปลอดภัยของผู้ใช้รถเอง แล้วจะนำรถไปตรวจอย่างไร มีขั้นตอนอะไรบ้าง และรถกี่ปีต้องตรวจสภาพ วันนี้ ON CONNECT มีคำตอบมาให้ทุกคนค่ะ

ทำไมถึงต้องตรวจสภาพรถยนต์

หากเปรียบรถยนต์เป็นมนุษย์ การรักษาไม่ให้เฉี่ยวชน หมั่นดูแลความสะอาดเป็นประจำ ก็คงเหมือนกับการที่เราคอยดูแลสุขภาพตัวเองไม่ให้เจ็บป่วย ขณะที่การนำรถเข้าตรวจสภาพ ก็เหมือนกับการที่เราไปตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาล เพื่อให้รู้ว่ามีจุดไหนที่จะต้องรักษาหรือไม่ ยิ่งอายุมากขึ้น โรคยิ่งถามหาง่ายขึ้น ไม่ต่างจากรถที่เมื่อใช้ไปนาน ๆ ก็เริ่มมีอาการสึกหรอปรากฏให้เห็น นอกจากนั้น การตรวจสภาพรถยนต์ยังมีความจำเป็นเพราะเหตุผลต่อไปนี้อีกด้วย

  • เพื่อต่อภาษีรถยนต์
    การต่อภาษีรถยนต์นับเป็นหน้าที่ที่ผู้มีรถทุกคนจำเป็นต้องทำทุกปี มิฉะนั้นจะถือว่าผิดกฎหมาย และสำหรับรถที่มีอายุเกิน 7 ปี การจะยื่นต่อภาษีรถยนต์ได้นั้น จำเป็นต้องผ่านการตรวจสภาพรถยนต์เสียก่อนจึงจะยื่นต่อได้

  • เพื่อความปลอดภัย
    นอกจากในเรื่องทางกฎหมาย อย่างที่บอกไปแล้วว่าการตรวจสภาพรถยนต์ ก็เหมือนกับการนำรถไปตรวจสุขภาพ รถที่ผ่านการใช้งานมานานจะเริ่มมีการชำรุด หรือเสื่อมสภาพ ลองคิดดูหากเราใช้รถต่อไปทั้งที่อาจมีส่วนที่ชำรุดเสียหาย คงไม่ดีแน่ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถ เราจึงควรนำรถที่ผ่านการใช้งานมาหลายปีเข้าตรวจสภาพเป็นประจำทุกปี

  • ง่ายต่อการซื้อประกันรถยนต์
    บริษัทประกันที่จะรับทำประกันให้กับรถยนต์ที่ผ่านการใช้งานมานาน มักจะขอให้เจ้าของรถนำรถไปตรวจสภาพรถยนต์ก่อน เพื่อเอื้อให้เราทำประกันรถยนต์ได้ง่ายขึ้น

รถกี่ปีต้องตรวจสภาพ
แล้วอย่างนี้ รถกี่ปีถึงควรต้องนำไปตรวจสภาพกันล่ะ? ตามกฎของกระทรวงตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ระบุว่า

  • รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ที่มีอายุใช้งานครบ 7 ปีขึ้นไป
  • รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน ที่มีอายุใช้งานครบ 7 ปีขึ้นไป
  • รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ที่มีอายุใช้งานครบ 7 ปีขึ้นไป
  • รถจักรยานยนต์ ที่มีอายุใช้งานครบ 5 ปีขึ้นไป


สรุปง่าย ๆ ก็คือรถยนต์ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กที่มีอายุ 7 ปีขึ้นไป และรถจักรยานยนต์ที่มีอายุ 5 ปีขึ้นไป นับตั้งแต่วันจดทะเบียนครั้งแรกถึงวันที่ครบการต่อภาษีรถยนต์ประจำปี จะต้องนำไปตรวจสภาพรถยนต์ทุกปี โดยตรวจล่วงหน้าได้ตั้งแต่ 3 เดือน ไปจนถึงวันก่อนสิ้นอายุภาษีรถยนต์

นำรถไปตรวจสภาพที่ไหนได้บ้าง
เราสามารถนำรถเข้าไปตรวจสภาพได้ใน 2 แห่ง ดังนี้

  1. สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) หลายคนอาจจะเคยเห็นสัญลักษณ์ของที่นี่กันมาบ้างแล้ว เราสามารถนำรถเข้าไปตรวจสภาพที่นี่ได้เลย ซึ่งข้อดีคือมีสาขาเยอะกว่ากรมขนส่งทางบก จึงไม่ต้องรอคิวนาน และสะดวกสบายกว่ามาก แต่ที่นี่จะคิดค่าบริการแพงกว่าที่กรมขนส่งทางบกเล็กน้อย โดยจะอยู่ที่ 200-300 บาทต่อครั้ง เมื่อตรวจเสร็จแล้ว ก็สามารถนำเอกสารไปยื่นต่อภาษีรถยนต์ได้ปกติ

  2. กรมการขนส่งทางบก ซึ่งจะมีสำนักงานประจำอยู่ในแต่ละจังหวัด เจ้าของรถสามารถเข้าไปติดต่อ เพื่อตรวจสภาพรถยนต์ในสำนักงานที่ใกล้ที่สุดได้ แต่จะมีสาขาน้อยกว่าตรอ. อีกทั้งคิวอาจจะรอนานกว่าสักหน่อย แต่คิดค่าบริการที่ถูกว่าคือ รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าไม่เกิน 1,600 กิโลกรัม คันละ 150 บาท รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าเกิน 1,600 กิโลกรัม คันละ 250 บาท ส่วนรถจักรยานยนต์อยู่ที่คันละ 60 บาท อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางบกจะรับตรวจสภาพรถที่ขาดการต่อภาษีมากกว่า 1 ปีขึ้นไป หรือรถที่ไม่สามารถไปตรวจที่ตรอ.ได้เนื่องจากต้องได้รับการตรวจอย่างละเอียด นั่นคือ รถที่มีการดัดแปลงสภาพ ดัดแปลงสี มีการเปลี่ยนแปลงเครื่องยนต์ หรือเลขตัวถังหรือเลขเครื่องยนต์เลือนราง

ตรวจสภาพรถ ต้องเตรียมอะไรบ้าง

เมื่อเลือกได้แล้วว่าจะไปตรวจสภาพรถที่ไหนดี ต่อมาก็ต้องมาเตรียมความพร้อมกันให้เรียบร้อย สิ่งที่ต้องเตรียมไปตรวจสภาพด้วยได้แก่

  1. รถยนต์ที่ต้องการตรวจสภาพ ให้ขับคันที่ต้องการตรวจสอบไปยังตรอ.หรือกรมการขนส่งทางบกเพื่อรับการตรวจสภาพ

  2. ใบคู่มือหรือสมุดทะเบียนรถ ของรถยนต์คือเล่มสีฟ้า ส่วนเล่มสีเขียวเป็นของรถจักรยานยนต์ นำไปยื่นได้ทั้งฉบับจริงและสำเนา

หากตรวจสภาพแล้วรถของเราผ่านเกณฑ์ ทางสถานตรวจก็จะออกใบรับรองการตรวจสภาพมาให้เราเพื่อนำไปใช้ยื่นต่อภาษีหรือซื้อประกันรถยนต์ต่อไป แต่หากไม่ผ่าน เราก็ต้องนำรถกลับไปแก้ไขจุดบกพร่องให้เรียบร้อยแล้วนำมาตรวจใหม่

ตรวจสภาพรถ มีการตรวจอะไรบ้าง
สำหรับการตรวจสภาพรถจะมีการตรวจดังนี้

  • ความถูกต้องรถกับการจดทะเบียน ไม่ว่าจะหมายเลขทะเบียน หมายเลขตัวถัง รถมีการดัดแปลงผิดไปจากที่จดทะเบียนไว้หรือไม่
  • สภาพตัวถังรถ รวมถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ของรถว่ายังใช้งานได้อย่างดีและปลอดภัยหรือไม่ เช่น สี พวงมาลัย ที่ปัดน้ำฝน ฯลฯ
  • ระบบบังคับเลี้ยว ระบบและประสิทธิภาพของเบรก ระบบเชื้อเพลิง ระบบรองรับน้ำหนัก  ยังอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดีหรือไม่
  • ตรวจระบบโคมไฟ วัดทิศทางของแสง วัดค่าความเข้มของแสง
  • ตรวจสอบวัดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) และก๊าซไฮโดรคาร์บอน (HC) ของรถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง
  • สำหรับรถเครื่องยนต์ดีเซล จะมีการตรวจวัดควันดำ โดยจะต้องมีระบบกระดาษกรองไม่เกินร้อยละ 50 และระบบวัดความทึบแสงต้องไม่เกิน 45%
  • สำหรับรถที่ใช้ระบบแก๊ส จะมีการตรวจสอบทั้งระบบว่ามีส่วนไหนรั่วไหลหรือไม่ ถังแก๊สจะต้องมีอายุไม่เกิน 10 ปี หากเกินจะมีการตรวจสอบต่อว่ายังใช้งานได้ปลอดภัยดีหรือไม่ หากผ่าน จะได้รับการรับรองให้ใช้งานต่อได้อีก 5 ปี
  • ตรวจวัดเสียงของเครื่องยนต์ต้องไม่เกิน 100 เดซิเบล
  • สำหรับรถจักรยานยนต์ จะมีการตรวจสภาพโดยรวมของรถ ระบบเบรก ระบบไฟ ระบบแตร ค่าไอเสียมลพิษ


เมื่อตรวจสภาพรถเรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถนำใบรับรองที่ได้มาต่อภาษี และ ต่อ พ.ร.บ. ซึ่งเป็นประกันรถภาคบังคับตามกฎหมาย รวมถึงสามารถนำไปยื่นซื้อประกันรถยนต์ภาคสมัครใจต่อได้ ถึงแม้จะไม่ได้บังคับแบบ พ.ร.บ. แต่ก็ควรมีไว้ เพราะเวลาเกิดเหตุอะไรขึ้นมา นอกจากความเสียหายของรถเราแล้ว หากเป็นฝ่ายผิด เราอาจจะต้องรับผิดชอบรถ ทรัพย์สิน หรือชีวิตของคู่กรณีด้วย หรือแม้จะเป็นฝ่ายถูก กรณีที่ต้องรับผิดชอบทรัพย์สินภายนอกที่เราไปทำความเสียหายเอาไว้ พอตีเป็นเงินแล้ว อาจจะมากเกินกว่าที่เราคนเดียวจะรับไหว ดังนั้นการมีประกันรถยนต์จึงมีประโยชน์ที่จะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระเหล่านี้ลงไปได้เยอะ แต่อาจแตกต่างกันไปตามประเภทประกันรถแต่ละชั้นที่เราซื้อ ประกันรถยนต์

ปัจจุบันประกันรถยนต์ภาคสมัครใจแบ่งได้เป็น ประกันประเภท 1, 2+, 2, 3+ และ 3 แต่ละแบบจะได้รับความคุ้มครองที่แตกต่างกันออกไป คำถามที่ว่าเราควรจะเลือกซื้อประกันประเภทไหนดีนั้น ก็คงต้องกลับมามองที่ตัวรถของเรา และพฤติกรรมการใช้รถ หากเป็นรถใหม่ป้ายแดง และผู้ขับขี่ยังไม่มีความชำนาญมากนัก แนะนำให้เลือกเป็นประกันประเภท 1 ที่ให้ความคุ้มครองสูงสุดไปเลย หรือหากขับได้อย่างชำนาญแล้ว ต้องการได้รับความคุ้มครองแต่ไม่อยากจ่ายเบี้ยแพง อาจจะดูเป็นประเภท 2+ หรือ 3+ แต่หากเป็นรถเก่า รถไม่ค่อยได้ใช้งาน อาจจะพิจารณาเป็นประเภท 2 หรือ 3 แทน นอกจากนั้นเราอาจได้รับบริการช่วยเหลือกรณีฉุกเฉินด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะประเภทไหน การมีประกันติดรถเอาไว้ช่วยให้อุ่นใจขึ้นเยอะ ทั้งตัวรถและตัวเราเลยค่ะ

 

ซื้อ พ.ร.บ. ออนไลน์ คลิก
 หรือ ต่อภาษีรถออนไลน์   

ออนคอนเน็ค กรุ๊ป เรามีครบจบที่เดียว


บทความที่เกี่ยวข้อง
ประกันอุบัติเหตุ ใช้ชีวิตระวังแค่ไหน แต่ทำไม ประกันอุบัติเหตุ ถึงยังจำเป็น?
อุบัติเหตุ (Accident) สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนในทุกสถานที่ โดยมิได้คาดคิดมาก่อน เกิดความเสียหายแก่ร่างกายและจิตใจ อาจบาดเจ็บ พิการ หรือรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต และทรัพย์สิน
ภาพรวม และ เทรนประกันปี 2567
จากการที่ธุรกิจประกันได้ผ่านความท้าทายต่างๆ โดยเฉพาะวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจประกันทั้งระบบปรับตัวไปจากเดิมค่อนข้างมาก ในส่วนผลิตภัณฑ์ประกัน
ประกันภัยเดินทางคืออะไร?
ประกันการเดินทาง คือ ประกันภัยรูปแบบหนึ่งที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองความเสี่ยงจากการเดินทาง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ โดยประกันการเดินทางมี 2 รูปแบบ
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy